Museum Cafe แหล่งรวมศิลปะของญี่ปุ่น

รู้ไหมว่านอกจากพิพิธภัณฑ์ที่มักจะทำให้ตัวอาคารนั้น ให้สื่อถือความหมายในสิ่งของที่พวกเขาเก็บรวบรวมเอาไว้ โดยเฉพาะในส่วนของร้านค้า หรือร้านอาคารก็เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่โดดเด่น เพราะในญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่ามีค่าเฟ่ที่สวยงามมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งหลายคนก็คงจะคาดไม่ถึง ซึ่งวันนี้เราก็เลยถือโอกาสพามาชมสถานที่ต่างๆ ที่มีคาเฟ่สวยๆ เหมาะสำหรับนั่งพักหย่อนใจ หลังจากหรือก่อนที่เดินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิมาเนะ ที่สะสมคอลเล็กชั่นศิลปะญี่ปุ่น และตะวันตก Shimane Art Museum เปิดทำการอยู่ที่มัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1999...

Museum Cafepic

รู้ไหมว่านอกจากพิพิธภัณฑ์ที่มักจะทำให้ตัวอาคารนั้น ให้สื่อถือความหมายในสิ่งของที่พวกเขาเก็บรวบรวมเอาไว้ โดยเฉพาะในส่วนของร้านค้า หรือร้านอาคารก็เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่โดดเด่น เพราะในญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่ามีค่าเฟ่ที่สวยงามมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งหลายคนก็คงจะคาดไม่ถึง ซึ่งวันนี้เราก็เลยถือโอกาสพามาชมสถานที่ต่างๆ ที่มีคาเฟ่สวยๆ เหมาะสำหรับนั่งพักหย่อนใจ หลังจากหรือก่อนที่เดินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิมาเนะ ที่สะสมคอลเล็กชั่นศิลปะญี่ปุ่น และตะวันตก Shimane Art Museum เปิดทำการอยู่ที่มัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1999 ได้รับการออกแบบโดย Kiyonori Kikutake และมีพื้นที่ทั้งหมด 12,500 ตารางเมตรเป็นที่จัดเก็บคอลเล็กชั่นศิลปะญี่ปุ่นและตะวันตก โดยเฉพาะภาพวาดที่มีชื่อเสียงของ ปอล โกแก็ง จุดเด่นที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือคาเฟ่ที่อยู่ในตัวอาคาร เพราะที่นี่มีจุดชมวิวยามเย็นที่สวยงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดชิมาเนะเลยทีเดียว หลังจากที่ได้เพลิดเพลินไปกับการรับชมศิลปะแล้ว อย่าลืมแวะมาใช้บริการที่ร้านแห่งนี้ เพื่อรอจิบเครื่องดื่มเย็นๆ รอชมภาพพระอาทิตย์ตกที่งดงาม พิพิธภัณฑ์มิตซูบิชิ สถานที่พักผ่อนย่อนใจอย่างดี อาคารแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริงของ Mitsubishi Ichigokan สร้างเสร็จในปี 1894 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ โจไซยา คอนเดอร์ อาคารถูกรื้อลงในปี 1968 บริษัทก่อสร้างที่รับผิดชอบการก่อสร้างในปัจจุบันนั้น ถูกสั่งให้ใช้การออกแบบเดิม รวมถึงวัสดุที่ใช้ในช่วงเวลาของการก่อสร้างเดิม อาคารใหม่นั้นสร้างด้วยอิฐสีแดง และคอนกรีตหล่อ มีทั้งหมดสามชั้น เหนือพื้นดิน สองชั้นด้านล่าง […]

Read more

หากนึกถึงประเทศญี่ปุ่นสิ่งหนึ่งที่คนทั่วโลกต้องคุ้นชินแน่ๆ คือตำนานเกี่ยวกับซามูไร นักรบในสมัยอดีตที่มีการต่อสู้ตามแบบฉบับของญี่ปุ่นแท้ๆ ใช้ดาบเรียวยาวเป็นอาวุธรวมถึงมีการแต่งตัว การทำผมในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แม้ว่าทุกวันนี้เราอาจไม่ได้เห็นซามูไรตัวเป็นๆ แล้วในการไปยังประเทศญี่ปุ่นแต่เรายังสามารถศึกษาเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับซามูไรได้ที่พิพิธภัณฑ์ซามูไรนั่นเอง ตามมาดูกันดีกว่าว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ใครชอบซามูไรต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง รู้จักกับพิพิธภัณฑ์ซามูไรในประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ซามูไรแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณคาบุกิโจ ย่านชินจุกุ หากต้องการเดินทางไปให้นั่งรถไฟลงสถานีชินจุกุจากนั้นเดินต่อไปอีกหน่อยไม่เกิน 10 นาทีก็จะพบกับชุดเกราะของชาวซามูไรสีแดงตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ต้องบอกก่อนว่าแม้ย่านชินจุกุจะเป็นย่านที่ดูคึกคักตลอดเวลาแต่เมื่อได้ก้าวเท้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ความวุ่นวายที่ผ่านมาก่อนหน้าแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง ความสงบบวกกับความขลังของซามูไรญี่ปุ่นทำให้พิพิธภัณฑ์แหงนี้ดูมีชีวิตและมีมนต์เสน่ห์ในแบบที่หาจากสถานที่เที่ยวอื่นๆ ไมได้เลย ภายในจะมีการจัดแสดงแบ่งเป็นส่วนต่างๆ เอาไว้อย่างชัดเจน อาทิ งานแสดงชุดเกราะ, การจัดแสดงปืนไฟโบราณกับดาบ, มีมุมให้ถ่ายรูปกับอุปกรณ์ต่างๆ ของซามูไรเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก รวมถึงมีมุมของฝากของที่ระลึกสำหรับคนที่อยากได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย มีกิจกรรมน่าสนใจให้ได้ลองทำ เช่น การร่ายรำดาบ ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความครบเครื่องพร้อมบอกเล่าเรื่องราวความเป็นซามูไรได้อย่างดี โดยภาษาที่เขาใช้ภายในสถานที่แห่งนี้แบ่งออกเป็น 4 ภาษา นั่นคือ ภาษาอังกฤษ, ญี่ปุ่น, จีน และเกาหลี ทำให้คนจากชาติต่างๆ ทั่วโลกสามารถเรียนรู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับซามูไรญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว ใครมีโอกาสผ่านไปแถวนั้นลองหลบหลีกความวุ่นวายแล้วเข้าไปสัมผัสกับวัฒนธรรมโบราณของชาวญี่ปุ่นดูสักครั้งรับรองว่าต้องติดใจแน่ สำหรับเวลาเปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ซามูไรตามเวลาท้องถิ่นคือตั้งแต่ 10 โมงครึ่งถึง 3 ทุ่ม เปิดให้บริการทุกวัน ใครแวะมาญี่ปุ่นช่วงไหนก็สามารถไปชื่นชมความพิเศษของซามูไรญี่ปุ่นที่นี่ได้เลย ความประทับใจที่ได้รับนี้จะทำให้เข้าใจซามูไรญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าเดิม ได้สัมผัสกับความล้ำลึกที่ไม่เหมือนใคร ต่างไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งอื่นที่เคยสัมผัสมาอย่างแน่นอน เรียกว่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปจนถึงก้าวที่เดินออกมาจากสถานที่แห่งนี้ อีกแลนด์มาร์กที่อยากแนะนำให้ไป

Read more

ประเทศญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งประเทศที่อัดแน่นไปด้วยประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจ เต็มไปด้วยความเป็นเอกลักษณ์ และมีวัฒนธรรมอันงดงามที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของทุกแง่มุมชีวิต ถ้าเราอยากรู้จักประเทศไหนให้มากขึ้น แน่นอนว่าเราต้องเข้าไปศึกษาในพิพิธภัณฑ์ของประเทศนั้นๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้เป็นสถานที่ซึ่งจะมอบประสบการณ์แปลกพร้อมมอบความพักผ่อนหย่อนใจให้แก่คุณ… ‘Bonsai’ คือ ผลงานศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งสามารถสร้างสรรค์ทัศนียภาพของธรรมชาติอันแสนยิ่งใหญ่ลึกล้ำ ลงในกระถางใบน้อย ‘Shunkaen bonsai Museum’ แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต Edogawa , ของกรุง Tokyo ตั้งขึ้นในปี 2002 ด้วยความคิด ‘อยากขยาย Bonsai ให้โลกได้รู้จักอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ ของนาย Kobayashi kunio นักออกแบบ Bonsai ผู้ได้รับรางวัล Higashikuninomiya International culture และรางวัลจากนายกรัฐมนตรี หรือ Prime Minister Award โดยในประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็น 3 รางวัลใหญ่อันทรงเกียรติ ศิลปิน Bonsai ท่านี้มีความต้องการอย่างแรงกล้ามุ่งหวังถ่ายทอดเสน่ห์ของ Bonsai ซึ่งปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมแบบโบราณของประเทศญี่ปุ่น ภายในพิพิธภัณฑ์มี Bonsai มากมายตั้งเรียงรายอยู่ภายในบ้านแบบญี่ปุ่นด้วยบรรยากาศอันแสนโอ่อ่า รวมทั้งสวนที่มีบ่อน้ำให้ปลาคาร์ปแหวกว่ายอย่างงดงาม เมื่อยืนชมก็จะสัมผัสได้ถึงความเย็นใจ โดย Bonsai […]

Read more

Shinjuku Historical Museum เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำเสนอเรื่องราวอันแสนทรงคุณค่า คอยเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์อันน่าสนใจเอาไว้มากมาย เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดแห่งกรุง Tokyo ย่าน Shinjuku สำหรับคนที่สนใจมาเยือนแต่กังวลเรื่องภาษา ที่แห่งนี้มีป้ายภาษาอังกฤษแสดงข้อมูลอยู่บนจอแสดงผล อีกทั้งยังมีตัวอย่างบนแผ่นพับเพื่อคอยอธิบายเพิ่มเติมอีกด้วย โดยภาษาอังกฤษมีเพียงพอกับความต้องการกับลูกค้าชาวต่างชาติ แม้แต่คนไทยมาเยี่ยมชมก็สนุกอย่างแน่นอน Shinjuku Historical Museum เป็นสถานที่เก็บรวบรวมอารยะธรรมของมนุษย์อย่างน้อยเมื่อ 30,000 ปีก่อน โดยย้อนกลับไปในยุค Paleolithic ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มพัฒนาเครื่องมือหิน Shinjuku Historical Museum จะพาคุณย้อนกลับไปในยุคกลางของศตวรรษ 14 คำว่าย่าน Shinjuku ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1698 ในยุค Edo ของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในชื่อ ‘Naito – Shinjuku’ ผ่านฝีมือตระกูล Baronial Naito ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ ณ Shinjuku gyoen จากปลายศตวรรษที่ 19 Shinjuku กลายมาเป็นย่านการค้ารวมทั้งจุดสนใจอันอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมต่างๆมากมาย โดยมีการย้ายจากทางตะวันออกไปยังตะวันตกของ Shinjuku ด้วย ต่อมาเกิดการก่อตั้งสายรถไฟญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่าสาย Yamanote […]

Read more
i_nu

เมื่อพูดถึงพื้นเพหรือต้นกำเนิดของคนแต่ละชาติพันธุ์แต่ละพื้นที่บนโลกใบนี้ย่อมแตกต่างกันออกไป ไม่ใช่เรื่องแปลกหากรูปร่างหน้าตาซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกของคนเราต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ คนในทวีปเอเชียจะมีผิวเหลือง ตัวเล็ก ขณะที่คนในทวีปยุโรปจะมีผิวขาว นัยน์ตาโต ร่างกายตัวใหญ่ ขณะที่คนในทวีปแอฟริกาจำนวนมากจะมีผิวดำคล้ำ หรือแม้แต่คนทวีปเดียวกันเองยังมีความแตกต่างกันให้เห็นเลย ซึ่งนั่นรวมไปถึงขนเผ่าที่มีชื่อว่า ไอนุ ชนเผ่าเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นชนเผ่าที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจรวมถึงยังนับได้ว่าเป็นชนเผ่าผู้มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นอีกด้วย รู้จักกับชนเผ่าไอนุ ชนเผ่าเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ชนเผ่าไอนุหรือบางคนก็เรียกไอโนะ เป็นกลุ่มชนเผ่าหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีรากฐานต้นกำเนิดบนเกาะฮอกไกโด สำหรับชาวญี่ปุ่นจะเรียกคนชนเผ่าไอนุโดยไม่ได้มีการจำแนกว่าเป็นกลุ่ม อุตะริ ถือว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองบนเกาะแห่งนี้ที่อยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน นักค้นคว้าผู้ได้ทำการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเผ่าไอนุเชื่อว่าชาวไอนุมีเชื้อสายคอเคซอย เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนผิวขาว ลักษณะดังกล่าวคือการสืบเชื้อสายของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ซึ่งเราเห็นกันในปัจจุบันนี้ด้วย ทฤษฎีที่ว่ามาจากลักษณะด้านกายภาพของชาวไอนุซึ่งมีการผสมผสานระหว่างชาวยุโรปกับชาวเอเชียเอาไว้ แต่เมื่อได้มีการทดสอบผ่านดีเอ็นเอกลับพบว่าแท้จริงแล้วชาวไอนุไม่ได้มีเชื้อสายคอเคซอยต่างหาก นอกจากนี้มีรายงานบางแห่งระบุเอาไว้ว่าชาวไอนุอยู่อาศัยบนผืนดินของประเทศญี่ปุ่นมายาวนานกว่าชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยซ้ำ ตำนานบทหนึ่งของชาวไอนุได้กล่าวเอาไว้ว่า ชาวไอนุได้อยู่บนพื้นที่แห่งนี้มาหลายแสนปีก่อนที่บุตรแห่งพระอาทิตย์จะมา อย่างไรก็ตามมีหลายทฤษฎีว่าด้วยเรื่องถิ่นกำเนิดของชาวไอนุแต่ท้ายที่สุดแล้วความจริงในเรื่องดังกล่าวยังคงเป็นสิ่งคลุมเครือและหาคำตอบแน่ชัดไม่ได้ ไม่มีใครบอกได้แบบชัดเจนว่าแท้จริงแล้วชาวไอนุมาจากแห่งหนใด เข้ามาอยู่อาศัยบริเวณเกาะฮอกไกโดตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือมีการสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์ใดกันแน่ ทุกวันนี้ชาวไอนุจัดได้ว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความยากจนสูงมากในญี่ปุ่น มีเพียง 17% เท่านั้นสามารถศึกษาจบในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวเท่านั้นที่จบมหาวิทยาลัยระดับประเทศ ซึ่งรัฐบาลของญี่ปุ่นได้มีการรับรองให้ชาวไอนุถือเป็นชนพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2551 ด้วย  

Read more
Hoggaidow__

ฮอกไกโดเป็นอีกสถานที่จุดหมายปลายทางของการเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติ ทานปูอลาสกาให้หนำใจ แต่การจะเดินทางมายังเกาะซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นโดยไม่มีการไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามต่างๆ เลยมันก็ดูกะไรอยู่ ดังนั้นหากใครมีโอกาสได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้แนะนำเลยว่าควรมีโอกาสไปยังสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งกำลังจะแนะนำรับรองว่าสวยงาม คุ้มค่า ประทับใจแน่นอน แหล่งท่องเที่ยวฮอกไกโดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ – ตั้งอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดชมวิว 1 ใน 3 ที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น พอขึ้นมาบนเขาฮาโกดาเตะราว 334 เมตร จะพบเจอกับวิวมุมกว้างของชุมชนพื้นที่แห่งนี้โอบล้อมด้วยภูเขา ทะเล เรียกว่าสวยงามสุดๆ จะมากลางวันหรือกลางคืนก็สวยคนละแบบได้อีกอารมณ์ ทุ่งดอกไม้ฟูราโน่ – ตั้งอยู่ที่เมืองฟูราโน่ เป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ปลูกในฮอกไกโดมายาวนานกว่า 50 ปี ทุ่งดอกไม้เหล่านี้จะมีกระจายเต็มเมืองไปหมด ซึ่งช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์จะบานอวดโฉมให้ได้ชมความงามก็คือช่วงราวเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนของที่นี่ แต่ถ้าหมดเดือนนี้ก็ยังมีอีกหลายดอกไม้ให้ได้ชมกัน เช่น ดอกลูปิน ดอกป๊อปปี้ ช่วงเดือนมิถุนายน ดอกลิลลี่ ต้นกรกฎาคม เป็นต้น ธารน้ำแข็งอะบาชิริ – ตั้งอยู่ที่เมืองอะบาชิริ นี่คือธารน้ำแข็งสุดพิเศษหากใครมายังฮอกไกโดควรมีโอกาสได้สัมผัสสักครั้ง เพราะปกติธารน้ำแข็งมักเกิดขึ้นแค่บริเวณมหาสมุทรอาร์กติก แต่จะให้เร้าใจกว่านี้มันต้องนั่งเรือออกไปชมความงดงามบวกกับความน่าตื่นเต้นได้ชมวิวจากกลางทะเล ปกติแล้วจะมีเรือให้บริการ 4-5 รอบต่อวัน แต่ควรตรวจสอบเวลาให้ดีก่อนเดินทางมา หุบเขานรกจิโงคุดานิ – ตั้งอยู่ที่เมืองโนโบริเบทสุ เนื่องจากว่ามีแร่กำมะถันเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำร้อนที่ไหลตามลำธาร […]

Read more